1. โรคกลากที่หนังศีรษะและเส้นผม (Tinea capitis) พบมากในเด็กเล็ก และเด็กวัยเรียนช่วงก่อนวัยรุ่น สามารถติดต่อกันได้ง่ายจากการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น ผ้าปูที่นอน หมอน หมวก หวี เป็นต้น มีอาการผมร่วงเป็นหย่อมๆ ลักษณะเป็นวงกลม มีสะเก็ดลอก เส้นผมเปราะหักง่าย และมักมีอาการคัน ถ้าเป็นมากจะกลายเป็นตุ่มหนอง มีน้ำเหลืองเยิ้ม เรียกว่า "ชันนะตุ" 2. โรคกลากที่ลำตัว แขน ขา (Tinea corporis) เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ลักษณะเป็นผื่นชัดเจนที่มีรูปร่างคล้ายวงแหวนสีแดง มักมีตุ่มน้ำใสเล็กๆ หรือขุยขาวๆ อยู่รอบๆ วง อาจมีอาการคันหรือไม่คันก็ได้ ถ้าไม่รักษาผื่นจะลามออกไปเรื่อยๆ 3. โรคกลากที่ขาหนีบ (Tinea cruris) มักเรียกว่า "สังคัง" ส่วนมากจะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เกิดจากการอับชื้นของบริเวณขาหนีบ ลักษณะผื่นเริ่มแรกจะเป็นตุ่มแดงๆ ที่ต้นขาหรือขาหนีบ แล้วลุกลามเป็นวงไปที่ต้นขาด้านใน และอวัยวะเพศภายนอก เป็นผื่นสีแดง มีสะเก็ดและขอบชัดเจน มีอาการคัน โดยมากจะรับเชื้อมาจากการใช้ผ้าเช็ดตัว ชุดชั้นใน และเสื้อผ้าร่วมกับผู้ที่เป็นโรคเชื้อรา หรือมักเป็นในช่วงหน้าร้อนเพราะมีเหงื่ออับชื้น 4. โรคกลากที่เท้า (Tinea pedis) เรียกว่า "ฮ่องกงฟุต" มักพบในผู้ชายที่ใส่ถุงเท้าและรองเท้าเป็นระยะเวลานานทำให้เกิดการอับชื้น เพราะมีเหงื่อออกมาก นอกจากนี้ยังพบในคนที่ทำงานที่เท้าต้องโดนน้ำบ่อยๆ หรือลุยน้ำ และคนที่มีนิ้วเท้าบีบชิดกันตามธรรมชาติ ทำให้ง่ามนิ้วเท้าอับชื้นง่าย มักจะขึ้นเป็นขุยขาวๆ และยุ่ย ต่อมาลอกเป็นแผ่นหรือสะเก็ด แล้วแตกเป็นร่อง มีกลิ่น และมีอาการคันยิบๆ ร่วมด้วย 5. โรคกลากที่เล็บ (Tinea unguium) เรียกว่า โรคเชื้อราที่เล็บ มักพบในผู้ใหญ่ โรคกลากชนิดนี้จะติดมาจากโรคกลากที่มือและเท้า ถ้าเป็นที่เล็บเท้ามักเกิดจากโรคฮ่องกงฟุตที่เป็นเรื้อรัง ถ้าเป็นที่เล็บมือ มักมีอาการของโรคเชื้อราที่บริเวณอื่นมาก่อน หรือได้รับเชื้อมาจากร้านเสริมสวย เล็บจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือดำคล้ำ มีลักษณะขรุขระและยุ่ย เล็บจะหนาขึ้น ถ้าเป็นมากเล็บจะผุกร่อนทั้งเล็บ |